บทที่ 7 เงื่อนไขของเมีย
ประโยคที่เหลือถูกกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากของเขาทาบลงมาอย่างฉับพลัน
พิชญาเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างไปเพียงชั่ววินาที ก่อนสติจะกลับคืนมา เธอผลักอกเขาเต็มแรง ทว่าอชิระยังยืนมั่นคงอยู่ที่เดิม หญิงสาวจึงกัดริมฝีปากเขาเสียแรงจนเจ้าตัวยอมผละออก
พิชญาฟาดฝ่ามือลงไปอีกครั้งโดยไม่ลังเล
เพียะ!
“คนสารเลว!”
ใบหน้าของเธอแดงจัด ทั้งโกรธทั้งอับอาย ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว แต่เจ้าตัวไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลต่อหน้าผู้ชายคนนี้เด็ดขาด “จำไว้นะคะ ต่อให้มีทะเบียนสมรสสิบใบ คุณก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องฉันถ้าฉันไม่ยอม!”
อชิระใช้ปลายนิ้วแตะมุมปากที่มีรอยเลือด ก่อนมองเธอนิ่ง “งั้นก็เขียนใส่สัญญาไว้ด้วย”
คำตอบเรียบเฉยทำให้พิชญายิ่งโกรธ เธอหมุนตัวออกจากห้องโดยไม่หันกลับมาอีก
ประตูลิฟต์ปิดลงเมื่อไร หญิงสาวจึงปล่อยลมหายใจสั่น ๆ ออกมา มือยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ทั้งรังเกียจทั้งสับสน และนั่นยิ่งทำให้เธอโกรธตัวเอง เพราะลึกลงไปใต้ความขุ่นเคือง เธอยังจำได้ดีว่าผู้ชายคนนี้เคยเป็นคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงตั้งแต่แรกพบ
“บ้าจริง...”
พิชญารีบเช็ดน้ำตาที่กำลังเอ่อออกมา ก่อนประตูลิฟต์จะเปิด เธอจะไม่ร้องไห้เพราะอชิระเด็ดขาด ผู้ชายคนนั้นไม่มีค่าพอ
สามวันต่อมา สัญญาการสมรสฉบับหนึ่งถูกวางอยู่บนโต๊ะกลางห้องประชุมของสำนักงานกฎหมาย เงื่อนไขทุกข้อผ่านการตรวจจากทนายทั้งสองฝ่าย ไม่มีงานแต่ง ไม่มีสินสอด ไม่มีพิธีหมั้น และไม่มีแม้แต่แหวนหนึ่งวง มีเพียงทะเบียนสมรสกับข้อตกลงระยะเวลาสามปี
พิชญาจับปากกาแน่น ก่อนเซ็นชื่อตัวเองลงไป
พิชญา ศิขรเมธิน
อชิระเซ็นต่อจากเธอโดยแทบไม่เสียเวลามองเอกสาร เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ชายหนุ่มเก็บปากกา ก่อนกล่าวเหมือนพูดถึงเรื่องธรรมดาที่สุด “เย็นนี้ให้คนเก็บของของคุณไปที่บ้านผม”
พิชญาหันขวับ “วันนี้เลยหรือคะ”
“ในสัญญาเขียนว่าอยู่ร่วมกันตั้งแต่วันที่จดทะเบียน”
“แต่ฉันต้องไปโรงพยาบาลหาแม่”
“ก็ไปสิ ผมไม่ได้ห้าม”
“แล้วของ ๆ ฉัน”
“คนของผมจัดการได้”
เธอมองเขาอย่างหงุดหงิด “ฉันจัดของตัวเองเป็นค่ะ”
อชิระยกคิ้ว ก่อนโน้มเข้ามาใกล้จนมีเพียงเธอได้ยิน “งั้นรีบหน่อยนะครับ...คุณภรรยา”
คำเรียกนั้นทำให้พิชญาขนลุกไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความหวาน แต่เพราะน้ำเสียงของคนพูดชัดเจนเหลือเกินว่าเขาตั้งใจกวนประสาท หญิงสาวกัดฟัน “อย่าเพิ่งได้ใจค่ะคุณสามี อีกหนึ่งพันเก้าสิบห้าวันเท่านั้น ฉันจะนับรอวันหย่ากับคุณทุกวัน”
อชิระชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะในลำคอ
“ดี” เขามองภรรยาที่เพิ่งได้มาตามสัญญาอย่างไม่วางตา
“แต่อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะได้ไปง่าย ๆ ก็แล้วกัน”
พิชญาไม่รู้เลยว่า ประโยคนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำขู่
เพราะหลังจากวันนี้ ชีวิตสามปีที่เธอคิดว่าจะอดทนให้ผ่านไป จะทำให้ทั้งความรักและความเกลียดพันกันแน่นเสียจนเมื่อถึงวันที่ต้องจากจริง ๆ คนที่ไม่ยอมปล่อยมือ...อาจไม่ใช่เธอ
และนี่เป็นครั้งแรกที่พิชญาเริ่มรู้ว่า...สามปีที่เธอกำลังจะแลกเพื่อช่วยครอบครัว อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยแม้แต่น้อย
ได้ค่ะ ฉากนี้ควรแทรก หลังจดทะเบียนและก่อนพิชญาเก็บของย้ายเข้าบ้านอชิระ จะช่วยให้เหตุผลของนางเอกหนักแน่นขึ้น คนอ่านจะเห็นชัดว่าเธอไม่ได้แต่งเพราะโลภ แต่ยอมเอาชีวิตสามปีไปแลกเพราะแม่และครอบครัว
หลังออกจากสำนักงานกฎหมาย พิชญาไม่ได้กลับบ้านทันที เธอให้คนขับรถพาไปยังโรงพยาบาลเหมือนทุกวัน ทะเบียนสมรสฉบับใหม่ถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าถือ ขณะที่ความรู้สึกของเจ้าของชื่อบนเอกสารกลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่ากระดาษหลายเท่า
เมื่อเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไป วาริณีกำลังนอนพิงหมอนสูงอยู่บนเตียง พยาบาลเพิ่งช่วยทำกายภาพแขนข้างที่อ่อนแรงเสร็จและกำลังเก็บอุปกรณ์ พอเห็นลูกสาวเข้ามา ดวงตาที่เคยเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้งก็มีประกายขึ้นทันที
“แม่ วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ” พิชญาวางกระเป๋าลง ก่อนเดินไปนั่งข้างเตียงแล้วจับมือมารดาเอาไว้ “เหนื่อยไหม”
วาริณีส่ายหน้าเบา ๆ แม้ริมฝีปากจะยังขยับไม่คล่องเหมือนเดิม แต่หลังรักษามาระยะหนึ่ง นางสามารถเปล่งคำสั้น ๆ ได้บ้างแล้ว “พิ...ชา”
เพียงได้ยินแม่เรียกชื่อ น้ำตาของหญิงสาวก็แทบไหลออกมา เธอรีบยิ้มกลบเกลื่อน “ค่ะ พิชาอยู่นี่”
มือของวาริณีข้างที่ยังมีแรงค่อย ๆ ยกขึ้นแตะใบหน้าลูกสาว สายตาหยุดอยู่ตรงดวงตาที่แม้แต่งหน้าปกปิดไว้แล้วก็ยังเห็นร่องรอยความอ่อนล้า “ลูก...นะ....เหนื่อย” วาริณีพยายามเปล่งเสียง แต่ไม่เป็นคำ พอให้พิชารู้เรื่องได้
“ไม่เหนื่อยค่ะ” คำตอบออกมาเร็วเกินไปเสียจนคนเป็นแม่รู้ทัน
วาริณีขมวดคิ้ว พยายามพูดอยู่นานกว่าจะออกมาเป็นคำ “บริษัท...”
พิชญากระชับมือมารดา “พิชาจัดการได้ค่ะ แม่ไม่ต้องคิดเรื่องนั้นแล้วนะ ต่อจากนี้รักษาตัวอย่างเดียวก็พอ”
นางจ้องลูกสาวราวกับยังไม่เชื่อ พิชญาจึงฝืนยิ้มให้กว้างกว่าเดิม ทั้งที่เอกสารในกระเป๋ากำลังเตือนว่าเพื่อให้พูดประโยคนี้ได้ เธอเพิ่งเซ็นยอมเป็นภรรยาของผู้ชายคนหนึ่งถึงสามปี
“พ่อทิ้งทางออกไว้ให้พิชาแล้วค่ะ”
เมื่อได้ยินคำว่า พ่อ ดวงตาของวาริณีก็แดงขึ้นในทันใด พิชญารีบก้มลงกอดมารดา ไม่อยากให้ความโศกเศร้ากระทบอาการอีก “ไม่ร้องนะคะแม่ พิชาก็ไม่ร้องแล้วเหมือนกัน เราสองคนต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน”
แต่คนที่บอกว่าจะไม่ร้องกลับต้องกัดริมฝีปากแน่น เมื่อมารดายกมือขึ้นลูบศีรษะเธออย่างยากลำบาก
“อย่า...ฝืน”
สองคำสั้น ๆ ทำลายกำแพงที่พิชญาพยายามสร้างมาตลอดหลายสัปดาห์ หญิงสาวก้มหน้าซบหลังมือของแม่ น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนผิวมือที่ซูบลงกว่าเดิม “พิชาไม่ได้ฝืนค่ะ”
เธอโกหก โกหกทั้งที่ไม่เคยอยากโกหกแม่เลย
“พิชาแค่ต้องทำบางอย่าง เพื่อให้บ้านเราอยู่ต่อ เพื่อให้แม่ได้รักษาตัว แล้วก็เพื่อรักษาสิ่งที่พ่อสร้างมาทั้งชีวิต”
